เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนๆหนึ่ง ผู้ที่กำหนดชะตากรรมของตนเองได้เพียง 50 % นอกนั้นเป็นวิบากกรรมแต่อดีตชาติ เพราะผลของวิบากกรรมเป็น REFLEXTION OF ENERGY ผลของการกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตสะท้อนส่งผลกลับมาในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต จนกว่าผู้นั้นจะทำการปฏิบัติตนจนเข้าสู่การเป็นอมตะ (เป็นสภาวะที่ไม่มีเหตุปัจจัยทำไปสู่การเกิดอีกต่อไป)
ในวัยเด็ก ครอบครัวของข้าพเจ้าพอมีฐานะทางครอบครัวปานกลาง จนเมื่อบิดาได้ป่วยลง ในขณะที่ข้าพเจ้ามีอายุได้ 7 ปี ฐานะทางบ้านก็เริ่มลำบากเพราะว่าบิดาทำงานมากไม่ได้ และมีลูกชาย-หญิงถึง 10 คน ข้าพเจ้าจึงต้องทำงานหาเงินช่วยทางบ้านโดยการทำขนม-ไอศกรีมไปขาย จนอายุได้ 10 ปี ก็ได้ออกจากการศึกษาเพราะไม่มีเงินจะจ่ายค่าเทอม (จบชั้น ป.4) ต่อมาด้วยวิบากกรรมที่พอเป็นกุศลบ้าง ทางคุณอาก็ได้อุปถัมป์โดยให้การศึกษาต่อ
จนกระทั่งเรียนถึงขั้น ป.ว.ช. แผนกช่างกลโรงงาน ชีวิตในการศึกษาของข้าพเจ้า เป็นคนที่ไม่มีระเบียบต่อการเรียนเพราะว่าการเรียนที่ทางโรงเรียนกำหนดนั้นเป็นการเรียนท่องจำแล้วก็ทดสอบความรู้ การเรียนลักษณะนี้เป็นการเรียนที่ผูกมัดทางความคิด (กดขี่สิ้นดี) การเรียนที่ดีจะต้องหาเป้าหมายของแต่ละคนว่าจะไปทางไหนดีและต้องมุ่งมั่นไปทางนั้นและต้องหาการกระทำที่เป็นประสบการณ์วิชาชีพต่อไปในอนาคต
ประสบการณ์ในอดีตของข้าพเจ้า รู้จักการช่วยตัวเองให้อยู่รอดของชีวิตได้เป็นอย่างดีโดยข้าพเจ้ารู้ว่าต้องทำอะไรบ้างจึงจะมีเงินมาใช้จ่ายเป็นค่าอาหารเลี้ยงชีวิตตั้งแต่วัย 10 ปี ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าจบการศึกษาได้ประมาณ 1 ปี ข้าพเจ้าก็ได้เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวเมื่อข้าพเจ้าอายุได้ 22 ปี ในเวลานั้นไม่มีเงินทุนเลย จะเรียกว่าเริ่มจากศูนย์ก็ได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีสัจจุและอดทนซื่อสัตย์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี ข้าพเจ้าได้เป็นเจ้าของกิจการต่างๆเช่น ขายเฟอร์นิเจอร์ รถจักรยานยนต์ วิทยุ โทรทัศน์ และมีบ้านเป็นของตนเอง
แต่ด้วยการหลงตัวเอง (ขาดปัญญาที่จะวิเคราะห์ชีวิตและความเป็นจริงของตน) จึงได้พลาดพลั้งโดยการเที่ยวหลงมัวเมาอยู่กับอบายมุข ตัณหา-ราคะ ทำให้ชีวิตครอบครัวกลับไปอยู่ที่จุดเดิม (ศูนย์)
ด้วยการที่กลับไปยากจนอีกครั้งทำให้กลับมาทบทวนการกระทำต่างๆของตนเอง ด้วยการศึกษาพระธรรมวินัย จนเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น จึงได้ออกมาสู่การใช้ชีวิตในสังคมต่อไป โดยเมื่อปี 2530 ด้วยเงินติดตัวมา 10 บาท ด้วยความที่ได้ศึกษาพระธรรมจึงได้นำพระธรรมมานำทางชีวิต โดยยึดหลักของการทำความดี ซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นผู้ให้ (ผู้ให้คือผู้รับ)
ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการโรงพิมพ์ และเส้นทางในอนาคตนั้น เป้าหมายคือการลดทุกข์ที่จะเกิดขึ้นในจิต ให้ได้มากที่สุด โดยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา (ปฏิบัติกรรมฐาน) เพื่อเป็นเสบียง ปัจจัย ในชีวิตข้างหน้าในอนาคต
สุดท้าย ขอให้ทุกท่านที่เป็นมนุษย์อย่าได้ประมาทในการใช้ชีวิต เพราะเวลา 100 ปีนั้นมันน้อยมากที่จะมีโอกาสได้ทำกุศล (เหตุแห่งความดี) การเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก แต่การเป็นผู้มีการรักษาศีลให้สะอาด บริสุทธิ์นั้น ยากยิ่งกว่า